
ปัจจุบันมนุษย์เรามีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้น ทำให้มีคำถามตามมาว่านอกจากสุขภาพกายที่ดีแล้ว เราจะมีสุขภาพฟันที่ดีได้อย่างไรปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจำนวนฟันที่มีอยู่ในช่องปากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการบดเคี้ยว ความสวยงาม และการพูดออกเสียง ยิ่งเรามีฟันเหลืออยู่มากเท่าไหร่ ฟันของเราก็จะช่วยกันทำหน้าที่เหล่านี้ได้ดีมากขึ้นเท่านั้น
ก่อนอื่นเรามาดูกันว่ากว่าที่ฟัน 1 ซี่ของเรา จะถูกถอนออกจากปาก ฟันซี่นั้นต้องผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้าง เรามาดูกันเลย
ขั้นที่ 1 จากฟันปกติที่ขึ้นมาในช่องปาก เริ่มมีรอยผุ => ไปหาหมอฟัน ได้รับการอุดฟัน (ดูแลฟันดีๆ น้า อย่าลืมแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน)
ขั้นที่ 2 เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ฟันซี่เดิมเกิดผุซ้ำ => ไปหาหมอฟันอีกครั้ง หมอฟันทำการรื้อวัสดุอุดเดิมและกรอรอยผุใหม่เพิ่ม ทำให้ฟันได้รับการอุดฟันขนาดใหญ่ขึ้น (ในขั้นนี้เราจะเห็นได้ว่า ฟันที่อุดไปแล้ว หากเราดูแลทำความสะอาดได้ไม่ดี รอยอุดเดิมอาจเกิดผุซ้ำได้อีก)
ขั้นที่ 3 ฟันผุลึกจนทะลุโพรงประสาทฟัน หรือฟันแตกร้าว => ได้รับการรักษารากฟัน + ครอบฟัน (ถ้าฟันผุหรือแตกจนทะลุโพรงประสาท จะมีอาการปวดจนเจ็บจี๊ด ควรรีบหาหมอฟัน เพื่อรีบรักษาและบูรณะฟันไว้ ก่อนที่ฟันจะติดเชื้อหนักหรือแตกจนบูรณะไม่ได้)
ขั้นที่ 4 เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ เกิดรากฟันแตก หรือเป็นโรคเหงือกจนฟันโยก => ฟันถูกถอน + ทำรากฟันเทียมทดแทน (เมื่อมาถึงขั้นที่ฟันเก็บไม่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องเสียใจ ปัจจุบันเรายังสามารถทำรากเทียมทดแทนได้)
จะเห็นว่าการดูแลรักษาความสะอาดในช่องปาก คือปัจจัยหลักในการยืดอายุขัยของฟัน สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับไหมขัดฟันก็คือไหมขัดฟันเป็น optional ต้องบอกว่าความจริงแล้วไม่ใช่เลย ไหมขัดฟัน is not optional, it’s mandatory เราต้องใช้ไหมขัดฟันทุกวันเหมือนกับที่เราแปรงฟันเช้า-ก่อนนอน
อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือเมื่อเกิดอาการใดๆ ในช่องปาก รีบพบหมอฟันใกล้บ้าน เพื่อช่วยให้ความเสียหายต่อตัวฟันได้รับการแก้ไขอย่างเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้ตัวฟันเสียหายจนแก้ไขไม่ได้ และต้องถูกถอนออก

ใส่ความเห็น